รับออกแบบเว็บไซต์ ต้องดูอะไรบ้าง ให้ปังตอบโจทย์ธุรกิจ
แชร์เทคนิคออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ด้วยหลักการ UX/UI การจัดวางองค์ประกอบที่เหมาะสม และแนวทางเพิ่ม Conversion เพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์

เพื่อให้ทุกคนที่มีความสนใจ อยากเรียนรู้ และสนุกไปกับโลกของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หรือการตลาดออนไลน์ เช่น SEO, Facebook Ads, Google Ads, WordPress, Data Driven, Content Marketing และอื่นๆ
แชร์เทคนิคออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ด้วยหลักการ UX/UI การจัดวางองค์ประกอบที่เหมาะสม และแนวทางเพิ่ม Conversion เพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์


UTM ไม่ใช่แค่ลิงก์ธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและวิเคราะห์ผลการตลาดออนไลน์ มาทำความเข้าใจวิธีสร้าง UTM พร้อมเทคนิคใช้งานจริงที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
Read More
เข้าใจ Attribution Model แต่ละรูปแบบ ตั้งแต่ First Click, Last Click, Linear, Time Decay ไปจนถึง Data-Driven Attribution พร้อมความแตกต่างและแนวทางเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ
Read More
สาเหตุที่ทำให้ Conversion Rate ลดลง พร้อมวิธีแก้ไขที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น การปรับ Landing Page การเพิ่มประสิทธิภาพ Call to Action (CTA)
Read More
เทคนิคการเพิ่ม Click Through Rate (CTR) อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจ Audience Insight การสร้างข้อความโฆษณาที่ตรงใจ การออกแบบ Creative ที่ดึงดูด ไปจนถึงการวิเคราะห์และปรับปรุง
Read More
รวมขั้นตอนการทำ CRO ตั้งแต่การเก็บข้อมูล วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ระบุจุดที่ทำให้ผู้ใช้งานหลุดออกจาก Funnel ไปจนถึงการใช้เครื่องมือ Martech เพื่อทำ A/B Testing
Read More
รู้จัก Conversion Rate Optimization (CRO) กลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มยอดขายด้วยการปรับปรุงเว็บไซต์ และประสบการณ์ผู้ใช้งาน
Read MorePerformance Marketing คือกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ สามารถวัดผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ด้วยเมทริกซ์ต่าง ๆ เช่น ROI, ROAS หรือ CPA/CPL เรียกได้ว่าเป็นการทำการตลาดอย่างทรงประสิทธิภาพ ช่วยให้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์ข้อมูล และแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
Search Engine Marketing
โฆษณา Google (Google Search) ถือเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด โดยการทำ Performance Marketing บน Google Search จะคิดราคาต้นทุนต่อคลิก หรือ CPC (Cost per click) นั่นหมายความว่าเราจะเสียเงินโฆษณาก็ต่อเมื่อมีการคลิกเกิดขึ้น ทั้งนี้ต้นทุนการคลิกจะถูกหรือแพง ก็ขึ้นอยู่กับ Keyword ที่เราใช้นั่นเอง
Display Ads
โฆษณา Google (Google Display Network) ถือเป็นโฆษณาที่อาศัยการซื้อพื้นที่บนเว็บไซต์ที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Google ซึ่งเราสามารถเลือกจ่ายเงินโฆษณาได้ทั้งหมด 2 รูปแบบด้วยกันคือ ต้นทุนต่อคลิก CPC (Cost per Click) และแบบ CPM (Cost-per-thousand-viewable-Impression) ที่จะเก็บเงินโฆษณาก็ต่อเมื่อมีคนเห็นโฆษณาของเราครบ 1,000 ครั้ง ที่แม้ว่าจะไม่มีการคลิกเกิดขึ้นก็ตาม
Facebook Ads
Facebook Ads อีกหนึ่งช่องทางยอดนิยมที่ใครหลายคนใช้ทำ Performance Marketing เพราะ Facebook สามารถครีเอทรูปแบบโฆษณาได้หลากหลาย สามารถเช็กประสิทธิภาพของโฆษณาพร้อมแก้ไขได้ตลอดผ่าน Ads manager
Affiliate Marketing
Affiliate Marketing ถือเป็นรูปแบบโฆษณาที่มาแรงมากในปัจจุบัน ซึ่งการทำการตลาดแบบรูปแบบนี้ถือเป็นการทำการตลาดผ่านบุคคลอื่น ซึ่งแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะใช้ Influencers ในการโฆษณา เหล่าอินฟลูจะทำการแนบลิงก์สำหรับการซื้อไว้ในโพสต์นั้น ๆ ทั้งนี้แบรนด์จะทำการจ่ายค่า Commission ให้เป็นผลตอบแทน การทำ Affiliate นั้นเราสามารถวัดประสิทธิภาพของโฆษณาผ่านจำนวนการคลิก Link ที่มีคนกดนั่นเอง
Performance Marketing และ Digital Marketing หากมองเผิน ๆ อาจจะดูไม่ต่างกันแต่แท้ที่จริงแล้วกลับมีความต่างซ่อนอยู่ อาจกล่าวได้ว่าการทำการตลาดแบบ Performance Marketing จะเป็นการตลาดที่โฟกัสที่ผลลัพธ์เป็นหลัก มุ่งเน้นการวัดผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาให้เห็นเป็นตัวเลขโดยใช้ Metric ต่าง ๆ ซึ่งช่องทางที่ใช้ทำโฆษณานั้นมีไม่มาก ในขณะที่ Digital Marketing คือการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมด ไม่ได้โฟกัสว่าโฆษณาเหล่านั้นจะวัดผลได้หรือไม่ ทั้งนี้อาจจะเป็นการสร้างความรับรู้ หรือแม้กระทั่งการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าที่แน่นอนว่าการวัดผลลัพธ์จะวัดออกมาได้ยากกว่านั่นเอง
1. กำหนดเป้าหมายของการทำโฆษณา
ขั้นตอนแรกเราควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าเราอยากทำโฆษณาอะไร และทำเพื่ออะไร เช่น ต้องการสร้างยอดขาย ลงทะเบียนสมัครสมาชิก ต้องการคนคลิกลิงก์สินค้า จากนั้นให้เราทำการศึกษาการจ่ายเงินโฆษณาอย่างถี่ถ้วน เพราะแต่ละ Metric ก็มีการคิดเงินค่าโฆษณาที่แตกต่างกัน
2. เลือกช่องทางที่ใช้ในการทำโฆษณา
จากนั้นให้เราทำการเลือกช่องทางที่ใช้ในการทำการตลาด แน่นอนว่าเราควรเลือกช่องทางที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายและสามารถวัดผลออกมาได้จริง ทั้งนี้เราควรศึกษากลุ่มเป้าหมาย สำรวจพฤติกรรมอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้ชิ้นงานโฆษณาของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด
3. เตรียมคอนเทนต์หรือชิ้นงานโฆษณา
ถัดมาให้เราทำการเตรียมชิ้นงานโฆษณาที่ต้องการใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือแบนเนอร์ต่าง ๆ ซึ่งชิ้นงานโฆษณาจะต้องสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและช่องทางที่เราเลือกใช้ ควรศึกษาไซซ์ ปรับสี ให้เหมาะสม ที่สำคัญคอนเทนต์ที่ผลิตออกมาจะต้องไม่ละเมิดกฎชุมชนที่แต่ละแพลตฟอร์มตั้งไว้
4. ติดตามผลลัพธ์ ประเมินประสิทธิภาพ และหาแนวทางปรับเปลี่ยน
อย่างที่กล่าวไปว่าการทำ Performance Marketing นั้นจะวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก เราควรมอนิเตอร์แคมเปญอยู่เสมอเพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ว่าการทำโฆษณาแบบไหนดี แบบไหนควรปรับเปลี่ยน เช่น ค่าต้นทุนต่อคลิกกี่บาท อยู่ในราคาที่ถูกหรือแพงเกินไป ทั้งนี้การประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้โฆษณาของเราเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดและเกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั่นเอง
การทำการตลาดแบบ Performance Marketing สามารถนำมาใช้กับธุรกิจเกือบทุกประเภท ขอเพียงแค่ธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์และมีหน้าร้านออนไลน์นั่นเอง