Marketing Strategy and Tactics

CTA คืออะไร? เทคนิคทำ Call to Action ให้คนอยากกดคลิก

แชร์เทคนิค วิธีการทำ Call to Action ให้คนอยากกดคลิกมากขึ้น

ในโลกของการตลาดออนไลน์ ปุ่ม Call to Action (CTA) อาจเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นจุดตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในหน้าเว็บไซต์ และบนโซเชียลมีเดีย บทความนี้ จะพาไปรู้จักกับเทคนิค และวิธีการสร้าง CTA ให้คนเห็นแล้วอยากกดทันที

Call to Action คืออะไร

Call to Action หรือ CTA คือ คำกระตุ้นที่ให้ผู้อ่านหรือผู้ใช้ กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือตัดสินใจ เช่น การคลิกปุ่ม, สมัครสมาชิก, ดาวน์โหลด, จองตอนนี้ เป็นต้น ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการทำแคมเปญทางการตลาด โดยลักษณะของ Call to Action จะเป็นข้อความ ปุ่ม หรือแม้แต่ภาพดีไซน์ ก็เป็น Call to Action ได้เหมือนกัน

ทำไม Call to Action ถึงสำคัญ ?

Call to Action เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ และลดความลังเลของผู้ใช้ ช่วยให้เห็นว่า ผู้ใช้งานต้องทำอะไรต่อ ซึ่งถ้า Call to Action ที่เขียน และออกแบบมาอย่างดี ก็จะช่วยโน้มน้าวผู้ใช้ที่ลังเลให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

องค์ประกอบที่สำคัญของ Call to Action

การออกแบบ Call to Action ให้โดดเด่น และดึงดูดถือเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่ม Conversion Rate โดย Call to Action ที่ดี ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ต้องชัดเจน กระชับ และมีแรงจูงใจเพียงพอให้ผู้ใช้ตัดสินใจทันที นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญของการทำ Call to Action

ออกแบบให้โดดเด่น
Call to Action ควรสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น เช่น ใช้สีปุ่มที่โดดเด่นกว่าพื้นหลัง, เลือกดีไซน์ที่เหมาะสมกับภาพรวม เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้มองเห็นปุ่มได้ง่าย

มีความชัดเจนสูง
ขนาดตัวอักษรและปุ่มต้องใหญ่พอที่จะดึงสายตาผู้ใช้ ให้ CTA เป็นองค์ประกอบที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนบนหน้าจอ

บอกผลประโยชน์อย่างชัด
แจ้งให้ผู้ใช้ได้รู้ว่าคลิกแล้วจะได้อะไร เช่น รับส่วนลด 20%, ดาวน์โหลดฟรี เป็นต้น

ใช้คำที่กระตุ้นให้ลงมือคลิก
เลือกใช้คำที่มีพลังและชวนให้ทำทันที เช่น จองเลย, เริ่มใช้งาน, ซื้อทันที เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคลิก

ข้อความสั้น กระชับ
ใช้ข้อความไม่กี่คำ เข้าใจง่าย และสื่อความหมายตรงไปตรงมา โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 5-7 คำ

สร้างความรู้สึกเร่งด่วน
เสริมแรงจูงใจด้วยข้อความที่มีเวลาจำกัดหรือข้อเสนอพิเศษ เช่น วันนี้เท่านั้น, เหลือเพียง 3 สิทธิ์ เพื่อให้กระตุ้นให้ผู้ใช้ตัดสินใจทันที

5 ช่องทางในการทำ Call to Action

5 ช่องทางในการทำ Call to Action

Call to Action หรือ CTA สามารถอยู่ได้ในหลายแพลตฟอร์ม และหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย สามารถแบ่งได้ดังนี้

เว็บไซต์
ตำแหน่งที่นิยมนำไปวางบนเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ Banner เนื้อหาส่วนที่สำคัญ หรือแม้แต่ Sidebar ข้อดีคือสามารถวัดผลการคลิกได้ง่าย ปรับแต่งข้อความ และดีไซน์ได้หลากหลาย เหมาะสำหรับการขาย การเก็บ Lead และกระตุ้น Engagement ได้เป็นอย่างดี

โซเชียลมีเดีย
มักนำ CTA ไปวางในแคปชัน หรือตามปุ่มโฆษณาบน Facebook Instagram หรือแม้แต่ในสตอรี่ ก็สามารถแทรกปุ่มเพื่อให้คลิกไปต่อได้ ซึ่งวิธีนี้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น และกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดี เหมาะสำหรับแคมเปญไวรัล โปรโมชันสั้น ๆ และการสร้าง Awareness

อีเมล
มีการแทรกปุ่มเข้าไปในเนื้อหาอีเมล ให้เป็นปุ่มที่เด่น และใหญ่ เห็นแล้วอยากคลิกทันที หรือข้อความที่แทรกลิงก์ไว้ในย่อหน้าแรก การแทรกปุ่มลักษณะนี้ จะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจอยู่แล้ว เหมาะสำหรับการทำ Retargeting แจ้งโปรโมชัน รวมถึงอัปเดตข่าวสาร

โฆษณาออนไลน์
แพลตฟอร์มที่นิยมใช้ คือ Google Ads, Faceook Ads, Instagram Ads, TikTok Ads เช่นคำว่า สมัครเลย, ดูรายละเอียด, ดาวน์โหลดฟรี เป็นต้น ข้อดีคือ สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ และ วัด ROI ได้ชัดเจน เหมาะสำหรับการสร้าง Conversion ตรงเป้าหมาย

วิดีโอ
CTA จะอยู่ในช่วงท้ายของวิดีโอ ในคำอธิบาย และป๊อบอัพของวิดีโอ จะเป็นในลักษณะของการ กด Subscribe หรือสินค้าได้ที่ลิงก์ด้านล่าง ข้อดีคือมีพลังการสื่อสารสูง ดึงดูดคนด้วยภาพ และเสียง สามารถเล่าเรื่อง ทั้งยังปิดการขายได้พร้อมกัน

แชร์เทคนิค วิธีการทำ Call to Action ให้โดดเด่น เห็นแล้วอยากคลิก

แชร์เทคนิค วิธีการทำ Call to Action ให้โดดเด่น เห็นแล้วอยากคลิก

เทคนิคง่าย ๆ ที่ทำให้ Call to Action ดูโดดเด่นจนอยากคลิก ส่วนใหญ่มักมาจากสี ฟ้อนต์ ข้อความ และรูปร่างของปุ่ม ที่สะดุดตา เห็นแล้วรู้สึกอยากคลิกอย่างแน่นอน โดยจะต้องใช้สีปุ่มที่ไม่ซ้ำกับสีหลักของเว็บไซต์ และตามหลักจิตวิทยา สีส่งผลต่อความรู้สึกจริง ๆ เช่น สีแดง ให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องด่วน เร่งด่วน, สีเขียว ให้ความรู้สึกเหมือนเริ่มต้น/สำเร็จ และสีส้ม ที่กระตุ้นให้คนตัดสินใจ เป็นต้น และแน่นอน ควรวางปุ่มไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพราะถ้าหากไว้วางกลืนกับภาพที่บนเว็บไซต์ มีโอกาสอย่างมากที่จะมองไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่อยากคลิกอย่างแน่นอน

ตัวอย่าง CTA (Call-to-Action)

CTA เพื่อการขาย
จุดประสงค์ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าหรือบริการทันที เช่น ซื้อเลย, เพิ่มลงตะกร้า, สั่งซื้อตอนนี้ เป็นต้น เหมาะสำหรับการนำไปใส่ในหน้า Product Page, Sale Page ที่เน้นการปิดการขาย

CTA เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า
จุดประสงค์เพื่อดึงข้อมูลจากผู้สนใจ เช่น อีเมล ชื่อ เบอร์โทร เพื่อนำไปใช้ในแคมเปญการตลาด เหมาะกับหน้า Landing Page, Blog และ Popup Form

CTA เพื่อกระตุ้นให้ติดตาม/มีส่วนร่วม
เพิ่มการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์หรือแบรนด์ เช่น อ่านต่อ, ดูวิดีโอ เป็นต้น เหมาะกับ Blog, โพสต์โซเชียล, วิดีโอ Youtube

CTA เพื่อการลงทะเบียน/สมัครสมาชิก
กระตุ้นให้ผู้ใช้สมัครใช้งานระบบ บริการ หรือคอร์สเรียน เช่น สมัครสมาชิกฟรี, เริ่มทดลองใช้งาน 14 วัน, ลงทะเบียนตอนนี้ เป็นต้น

CTA เพื่อการจอง/นัดหมาย
ให้ผู้ใช้จองบริการ นัดหมาย หรือสำรองที่นั่ง เหมาะกับธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร คลินิก

CTA เพื่อการแชร์/ส่งต่อ
ให้ผู้ใช้แชร์คอนเทนต์ต่อไปยังเพื่อนหรือโซเชียล เหมาะกับบทความ Blog, แคมเปญไวรัล, โปรโมชัน

CTA เพื่อการดาวน์โหลด
ให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดไฟล์ แอป หรือเอกสาร เหมาะกับ Landing Page, App Store, คอร์สเรียนออนไลน์ ให้ผู้ใช้งานคลิกดาวน์โหลดฟรี

CTA เพื่อกระตุ้นการกลับมา
ดึงผู้ใช้ที่เคยเยี่ยมชมกลับมาดำเนินการต่อ เหมาะกับอีเมลรีมาร์เก็ตติ้ง, เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

6 ประโยชน์ดี ๆ ของการใช้ Call to Action

6 ประโยชน์ดี ๆ ของการใช้ Call to Action

การทำ CTA นั้นมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งประโยชน์ที่เราสรุปมาให้ มีดังนี้

เพิ่ม Conversion Rate
เพราะ CTA ทำให้ผู้ใช้รู้ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำอย่างชัดเจน เช่น ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือดาวน์โหลดไฟล์ จะช่วยลดโอกาสที่ผู้ใช้จะออกจากหน้าเว็บไซต์โดยไม่ทำอะไร

ชี้นำเส้นทางผู้ใช้อย่างเป็นระบบ
CTA ช่วยบอกผู้ใช้ว่าหลังจากอ่านหรือดูเนื้อหาแล้วควรทำอะไรต่อ ผู้ใช้ก็จะเดินตามเส้นทางที่วางไว้จนถึงการปิดการขาย

สร้างแรงจูงใจให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
CTA ที่มีข้อเสนอพิเศษ จะกระคุ้นผู้ใช้ให้ตัดสินใจได้ทันที ลดเวลาลังเล และเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้ด้วย

เพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์
CTA ไม่จำเป็นต้องขายของเสมอไป อาจช่วยผู้ใช้ให้คอมเมนต์ แชร์ หรือดูเนื้อหาต่อได้ แบรนด์ก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

วัดผล และปรับกลยุทธ์ได้ง่าย
การคลิก CTA สามารถติดตามได้ด้วยเครื่อง Analytics ต่าง ๆ เช่น Google Analytics, Google Tag Manager เป็นต้น ช่วยให้รู้ว่า CTA แบบไหนที่มีคนคลิกมากที่สุด

สร้างความน่าเชื่อถือ
CTA ที่ชัดเจน และตรงข้อเสนอ จะช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจ อยากคลิกต่อ เพิ่มความไว้วางในแบรนด์

สรุป

Call to Action เป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร และการทำตลาดออนไลน์ เพราะเป็นจุดที่เชื่อมระหว่างความสนใจ และการลงมือทำในแบบที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า สมัครสมาชิก ดาวน์โหลดข้อมูล หรือเพียงแค่กดติดตาม การออกแบบ CTA ให้โดดเด่นชัดเจน สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และสร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น หากต้องการให้เว็บไซต์ แคมเปญ หรือคอนเทนต์ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่ามองข้ามการใส่ CTA ที่คิดมาอย่างดี และควรทดสอบ ปรับแต่งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อความ รวมถึงดีไซน์นั้นดึงดูดจนผู้ใช้ “อยากคลิก” ในทันที